การนำซูเปอร์สตาร์ของเจลีกเข้ามาวาดลวดลาย แม้ว่าฟอร์มของหลายคนอาจจะตกลงไปแล้ว แต่ก็สร้างกระแสให้แฟนคลับหันมาชมเกมเตะในสนามกันเยอะมากขึ้น โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 30,000 คนต่อนัด ในระหว่างปี 1994-1998 เรียกได้ว่าฟุตบอลของญี่ปุ่น ณ เวลานั้นบูมไม่แพ้เบสบอล หลังจากโครงสร้างของฟุตบอลเจลีกแข็งแกร่งขึ้น

ถัดจากปีแรกที่ก่อตั้งลีกอาชีพในฤดูกาล 1993 อีกห้าปีถัดมาพวกเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย โดยใน ปี 1998 ฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศส มีการปรับจำนวนทีมให้มากขึ้นเป็น 32 ทีม จาก 24 ทีม ทางด้านเอเชียได้โควต้า 4 ทีมครี่ง แต่สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้เพียงแค่ 4 ทีม คือ อิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ก็ยิ่งช่วยทำให้ฟุตบอลในประเทศบูมมากขึ้น ๆ จากนั้นก็เกิดกระแสฟุตบอลฟีเวอร์ ส่งผลให้ยอดผู้ชมทั้งในสนาม และถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ มีจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย

สิ่งที่วัดว่าลีกแข็งแกร่งได้นอกจากยอดแฟนบอลที่เยอะแล้ว ยังต้องมีนักเตะที่ได้รับการยอมรับ และออกไปค้าแข้งต่างประเทศ ซึ่งคนที่ไปเปิดทางในเจนเนอร์เรชั่นใหม่ของฟุตบอลญี่ปุ่นคือ “คิงคาซู” คาซุโยชิ มิอุระ ตำนานของหน้าของทีมชาติญี่ปุ่น ที่ถูกสโมสร เจนัว ในกัลโช่ เซเรียอา ของอิตาลียืมตัวร่วมทีมในปี 1994-1995 แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จมากมายนักแต่ก็เป็นใบเบิกทางชั้นดี

โดยภายหลังอีก 4 ปีต่อมา คนที่ตามไปค้าแข้งที่ในลีกมักกะโรนี คือซุเปอร์สตาร์ของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นอย่าง “ฮิเดโตชิ นากาตะ” ที่ทำผลงานได้โดดเด่นใน “ฟรองซ์ 98” จน “เปรูจา” ทีมน้องใหม่ของกัลโช่สนใจ และดึงตัวไปร่วมทีมก่อนที่นากาตะ จะได้แชมป์กัลโซ่ครั้งแรกกับโรม่า กลายเป็นนักเตะญี่ปุ่นคนแรกที่ได้แชมป์รายการเมเจอร์ของยุโรป

 

สนับสนุนโดยเว็บ ทีเด็ดบอลวันนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า